ปรับสภาพและฟื้นฟูแบตเตอรี่

พี บี ลิฟท์ ขอเสนอราคาบริการฟื้นฟูยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ด้วยเทคโนโลยี DISCHARG & CHARGER SULFATION ปรับสภาพกรดให้ตรงตามเป็คดังเดิม การฟื้นฟูแบตเตอรี่เป็นการอนุรักษ์พลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม การนำเอาแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพมาฟื้นฟูเพื่อใช้ใหม่นั้นจะเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน(GREEN TECHNOLOGY) การกระตุ้นฟื้นฟูแบตเตอรี่ ยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ลดต้นทุน, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุทำให้โลกร้อน ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

เราคือผู้นำนวัตกรรมในการฟื้นฟูแบตเตอรี่ด้วยเทคโนโลยี DISCHARGER จาก DUO REGEN ฟื้นฟูแบตเตอรี่อย่างมีประสิทธิภาพ เรามีช่างผู้ชำนาญในการฟื้นฟูแบตเตอรี่รถไฟฟ้าทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ 

บริการของเรา ⇒

https://youtu.be/-ELGD54jEM0
 

ผลลัพธ์ที่ลูกค้าจะได้จากบริการของเรา
 

  • ลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับแบตเตอรี่ลงได้ถึง 70%
     
  • ยับยั้งการเสื่อมสภาพของแผ่นธาตุก่อนเวลาอันควรเนื่องมาจากขบวนการซัลเฟต
     
  • ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าในการชาร์จแบตเตอรี่แต่ละครั้ง
     
  • ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมโดยการลดมลภาวะสารพิษให้โลก

     

โครงสร้างแบตเตอรี่

1. แผ่นธาตุตะกั่ว

  • ขั้วบวก เป็น ตะกั่วออกไซด์
     
  • ขั้วลบ เป็น ตะกั่ว

2. น้ำกรด(กรดซัลฟูริก) ที่แผ่นธาตุจมอยู่เพื่อทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี ระหว่างแผ่นตะกั่ว กับ กรดซัลฟูริก จนทำให้อีเลคตรอนวิ่งจากขั้วลบไปขั้วบวก แต่ กระแสไฟฟ้าจะวิ่งจากขั้วบวกไปขั้วลบ

สาเหตุความเสื่อมของแบตเตอรี่ โดยมากเกิดจากการเกาะตัวของซัลเฟตที่แผ่นธาตุ ซึ่งทำให้ความต้านทานภายในเซลล์สูงขึ้นจนเป็นอุปสรรคต่อการชาร์จไฟ และ การจ่ายไฟ

ทำไมแบตเตอรี่จึงเสื่อม

  • จากปฏิกิริยาทางเคมี ในทางทฤษฎีในช่วงทำการชาร์จแบตเตอรี่ ขบวนการทางเคมีจะย้อนกลับ แต่ในทางโลกแห่งความจริงคือ ไม่มีขบวนการใดๆในโลกที่ย้อนกลับได้ 100%(กฎข้อที่ 2 เทอร์โมไดนามิคส์) ดังนั้นปฏิกริยาการย้อนกลับของ Pb SO4 หรือ ตะกั่วซัลเฟตจึงย้อนกลับได้ไม่สมบูรณ์และเกิดการสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆที่แผ่นธาตุ จนกระทั่งถึงจุดๆหนึ่งที่มากจนเกินขีดจำกัด ทำให้ชาร์ไฟไม่เข้า และจ่ายไฟไม่ได้ ซึ่งถึงเวลนั้นก็ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่

การยืดอายุแบตเตอรี่ คือการทำการสลายซัลเฟตออกจากแผ่นธาตุได้ ก็เท่ากับเป็นการยืดอายุแบตเตอรี่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามแบตเตอรี่ลูกนั้นก็เกิดค่าความเสื่อมขึ้นแล้วเป็นค่าหนึ่ง(Degraded) คืออย่างไรก็ไม่เหมือนแบตเตอรี่ของใหม่

แบตเตอรี่เก่าไม่มีทางทำให้ใหม่ได้ ทำได้อย่างดีที่สุดคือการรีซัลเฟต หรือให้แผ่นธาตุสะอาด ซึ่งทำให้สามารถประจุไฟเข้าไปได้ดี ชาร์จไฟได้เต็ม จ่ายไฟได้เต็มกำลัง รวมทั้งมีอายุใช้งานที่ยาวนานขึ้น

ไม่มีกระบวนการใดๆในโลกนี้ที่จะสามารถย้อนกลับได้โดยสมบูรณ์แบบ ถึงแม้จะทำได้แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ

เครื่อง DISCHARGER แบตเตอรี่ของเรา ไม่สามารถทำให้แบตเตอรีที่เสียแล้วคืนสภาพได้ เครื่อง DISCHARGER ของเราทำงานได้ดีกับแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้อยู่ เช่น แบตเตอรี่ติดอยู่กับรถโฟล์คลิฟท์แต่ไม่ค่อยได้ใช้งาน หรือ แบตเตอรีที่เริ่มเก็บไฟไม่อยู่ แต่ทั้งหมดนี้แบตเตอรี่ต้องมีสภาพแผ่นธาตุที่ดีอยู่ หากแผ่นธาตุเสียหายแล้ว ก็ไม่สามารถทำการรีซัลเฟตได้ แบตเตอรี่เก่าเก็บที่ไม่ได้ใช้งานนาน โอกาสที่จะรีซัลเฟตได้ยากมาก

วิธียืดอายุแบตเตอรี่

1. ใช้สารเคมีสลายซัลเฟตเติมลงในช่องน้ำกรด

2. ใช้เครื่องสลายทางไฟฟ้า(BATTERY DISCHARGER )


สาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็ว

ซัลเฟต(Sulfation) เป็นสาเหตุหลักของการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด ตามข้อมูลของสมาคมแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา(ฺBATTERY COUNCIL INTERNATIONAL) พบว่าประมาณ 100 ลูกของแบตเตอรี่ที่ใช้งานแล้ว อย่างน้อยแบตเตอรี่ 70 ลูก เกิดจากซัลเฟต(SULFATION) นั่นคือเหตุผลที่เราต้องอธิบายว่า SULFATION คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และต้องทำอย่างไรเพื่อป้องกันหรือชะลดการเกิดซัลเฟตในแบตเตอรี่ ด้วยวัฎจักรการใช้งานปกติในการชาร์จและการใช้งานของแบตเตอรี่ที่เริ่มมีอายุมากทุกลูก  ตะกั่วซัลเฟตบางส่วนจะเริ่มเปลี่ยนเป็นผลึกแข็งตัว SULFATION อย่างช้าๆทีละน้อย และจะไปยึดติดกับผนังรูพรุนของแผ่นธาตุในเซลล์แบตเตอรี่ ผลึกซัลเฟตเหล่านี้แข็งพอที่จะอุดตันที่ผนังแผ่นธาตุที่รูพรุ่นก่อให้เกิดความต้านภายในเพิ่มขึ้น และยับยั้งการสะสมของกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ ทำให้แผ่นธาตุในแบตเตอรี่ไม่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ ซึ่งผลึกซัลเฟต SULFATION ไม่สามารถสลายได้ด้วยเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ปกติ

ดังนั้น SULFATION เป็นกระบวนการที่เกิดอย่างช้าๆ และเป็นไปตามธรรมชาติในแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดทุกชนิก เมื่อเรารู้และเข้าใจกระบวนการทางธรรมชาติของ SULFATION และค้นพบวิธีที่จะย้อนปฏิกิริยากลับ หรือการจะหยุดยั้งหรือชะลอตัวลงของ SULFATION อย่างมีนัยสำคัญแล้ว เราก็สามารถใช้แบตเตอรี่ได้อย่างคุ้มค่าและได้ประโยชน์มากที่สุดจากแบตเตอรี่ทุกลูก การใช้เทคโนโลยีผสมผสานที่ทันสมัยที่สุดของ DUO REGEN จึงเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดที่สามารถป้องกันและย้อนกลับผลของ SULFATION ในแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดทุกชนิด

อาการสะสมของซัลเฟต

1. เมื่อมีการสะสมของซัลเฟตที่แผ่นธาตุมากๆขึ้น จะพบว่าเวลาแบตเตอรี่จ่ายไฟจะทำให้โวลต์ลดลงเร็วมาก และตอนชาร์แบตเตอรี่ค่าโวลต์ก็จะเพิ่มเร็วมาก เนื่องจากค่าความต้านทานภายในสูงขึ้น ซึ่งเกิดจากการสะสมซัลเฟตุที่แผ่นธาตุ

2. แรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่ต่ำกว่าเกณฑ์

3. กินน้ำกลั่น เนื่องจากขณะชาร์จแบตเตอรี่เกิดฟองแก๊สมากจึงระเหยออกไปได้

4. แผ่นธาตุ ขรุขระและแข็ง

จากสาเหตุการเสื่องของแบตเตอรี่ สาเหตุจากการเกิดซัลเฟต เป็นสิ่งที่มีผลต่ออายุของแบตเตอรี่มาก โดยหากสามารถทำการสลายซัลเฟตออกได้ก็เท่ากับยืดอายุของแบตเตอรี่ออกไป ซึ่งอาจจะเป็น 2 เท่าของปกติได้ หากทำการสลายซัลเฟตเป็นประจำ แนะนำให้ทำทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน

สาเหตุหลักที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ

  1. ทิ้งแบตเตอรี่ที่ไม่ได้ใช้งานไว้เป็นเวลานานมากๆ ทำให้แรงดันกระแสต่ำมาก( SELF OVER DISCHARGE)
     
  2. ใช้แบตเตอรี่มากและนานเกินไปจนประสิทธิภาพต่ำกว่า 20% ค่าแรงดันกระแสของแต่ละเซลล์ของแบตเตอรี่ต่ำกว่า 1.07 โวลต์ และค่าความถ่วงจำเพาะต่ำกว่ามาตรฐาน (ทำให้เกิดการ OVER DISCHARGE)
     
  3. เกิดจากความเข้มข้นของกรดซัลฟูริกที่ไม่เหมาะสม มากไป(น้ำแห้ง) หรือ น้อยไป (อยู่ที่ผู้ใช้รถโฟล์คลิฟท์ดูแล)
     
  4. การชาร์จช่วงสั้นๆวันละหลายครั้ง OPPORTUNITY CHAGRE จะก่อให้เกิด SULFAION สะสมเร็วขึ้นที่แผ่นธาตุของเซลล์แบตเตอรี่ ACUTE SULFATION
     
  5. การสะสมของซัลเฟตที่แผ่นธาตุ
     
  6. กรณีที่ไม่ใช้รถนานๆ หรือ ไม่มีการชาร์จแบตเตอรี่ เช่น จอดรถทิ้งไว้นานๆ โดยไม่มีการใช้งาน
     
  7. เติมน้ำกลั่นที่ระดับไม่พอเหมาะ อาจจะเติมมากหรือน้อยเกินไป ควรเติมให้สูงกว่าแผ่นธาตุประมาณ 1 เซนติเมตรเท่านั้น
     
  8. การกัดกร่อนชิ้นส่วนที่นำไฟฟ้าอาจเกิดขึ้นเนื่องจากสารละลายกรดล้นออกมา หรือจากซัลเฟต
     
  9. แผ่นธาตุแบตเตอรี่ที่ถูกปล่อยให้แห้งสนิทและสัมผัสกับอากาศจะเกิด SULFATION ทันทีและรวดเร็ว
     
  10. สะพานไฟแบตเตอรี่เสียหาย
     
  11. เกิดการจ่ายประจุมากเกินไป และไม่ชาร์จในเวลาอันสมควร หรือ DISCHARGE ออกมาแล้วปล่อยทิ้งไว้ไม่ชาร์จ(โอกาสเกิดน้อย)
     
  12. อื่นๆ ฯลฯ
     

**การฟื้นฟูแบตเตอรี่ ควรทำตั้งแต่แบตเตอรี่ยังใช้งานได้อยู่จึงจะได้ผลดีที่สุด**